สคร.10 อุบลฯ ร่วมกับ หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ แลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ

วันนี้ 4 มิถุนายน 2561 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 10 อุบลราชธานี และคณะกรรมการพัฒนาระบบบริการ สาขาโรคไม่ติดต่อ เขตสุขภาพที่ 10 จัดโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ เขตสุขภาพที่ 10 ประจำปีงบประมาณ 2561 เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของพื้นที่ ให้ป้องกัน ควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรังบรรลุประสิทธิผล และ เพื่อติดตามประเมินผลดำเนินงาน NCD Clinic plus และคัดเลือกแบบอย่างที่ดี (Best  Practice) รวมทั้งการดำเนินงาน CKD Clinic เพื่อลดโรคไตเรื้อรัง และโรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD) ในพื้นที่ โดยได้รับเกียรติจาก นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกูล  ผู้ตรวจราชการ กระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 10 เป็นประธาน และนายแพทย์ดนัย เจียรกูล ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวรายงาน ในครั้งนี้

นายแพทย์ประพนธ์ กล่าวว่า การดำเนินงานที่ผ่านมา จะเห็นว่าการแก้ปัญหาโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไตเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด ส่วนใหญ่เป็นการดำเนินการเมื่อเกิดโรคแล้ว  และการปรับลดพฤติกรรมเสี่ยงของกลุ่มเป้าหมายโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนก็ทำได้ยากมาก เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงมากมายอยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน และยากที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะทำงานสำเร็จได้โดยลำพัง  ซึ่งตามแนวคิดของการป้องกันแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อ ให้ความสำคัญกับการปรับแก้เหตุปัจจัยของพฤติกรรมเสี่ยง และพฤติกรรมการใช้บริการสุขภาพและสังคม ที่ต้องอาศัยความร่วมมือของภาคีต่างภาคส่วน ชุมชนและประชาคม ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็นวาระนโยบายคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) ที่มุ่งบูรณาการภารกิจของหน่วยงานต่างภาคส่วน ดูแลให้ประชาชนในพื้นมีคุณภาพชีวิตที่ดี ภาคส่วนสาธารณสุขมีการร่วมมือกับหน่วยงานต่างภาคส่วนและชุมชน เข้ามาเป็นภาคีร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหา

โดยกระทรวงสาธารณสุข มีแผนงานที่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายแผนงาน  มาตรการ และรูปแบบบริการป้องกันควบคุมโรค หลายรูปแบบที่ถูกกำหนด ได้ถ่ายทอดไปสู่ผู้ปฏิบัติในพื้นที่  มีเป้าหมายเพื่อการจัดการลดโรคไม่ติดต่อสำคัญตามเป้าหมาย  แต่การดำเนินงานในระดับปฏิบัติการ พบว่ายังคงมีความหลากหลายในเรื่องของรูปแบบ โดยเฉพาะบริบทของการให้บริการ ซึ่งมีความแตกต่าง และหลายแห่งเกิดนวัตกรรมดี ๆ จากกระบวนการพัฒนา สามารถเป็นแบบอย่างที่ดี และเป็นตัวอย่างให้กับพื้นที่ที่สนใจนำไปใช้ได้

ด้านนายแพทย์ดนัย กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ด้วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นกลุ่มโรคไม่ติดต่อที่มีผู้ป่วยจำนวนมาก และยังพบว่าโรคแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ก็มีความรุนแรง ถือเป็นภัยคุกคามต่อวัยทำงานอย่างยิ่ง   จึงมีความจำเป็นต้องได้รับการจัดการอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะโรคไตเรื้อรัง (CKD) ในปัจจุบันมีผู้ป่วยด้วยโรคไตเรื้อรังประมาณ 8 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้าย 2 แสนคน และพบผู้ป่วยด้วยโรคไตเรื้อรังเพิ่มขึ้นทุกปี  ซึ่งค่าใช่จ่ายโดยเฉลี่ยในการบำบัดทดแทนไตประมาณ 200,000 บาทต่อคนต่อปี และโรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD) ซึ่งพบว่า ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และความดันโลหิตสูงมีแนวโน้มเกิดภาวะแทรกซ้อนโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มมากขึ้น ภาระโรคดังกล่าวทำให้ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาทั้งในครอบครัวและประเทศสูงมาก